ค่าเงินดอลลาร์ครึ่งปีหลัง..กำลังเปลี่ยนไปจะดันหรือกดราคาทองคำโลก

ในช่วงครึ่งแรกของปี 68 (ม.ค.–พ.ค.) ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์หลายประการ ราคาทองคำโลก (Gold Spot) พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ราคาทองคำสมาคมค้าทองคำก็ปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยราคาทองคำแท่งขายออกแตะระดับบาทละ 54,450 บาท และราคาทองคำยังคงมีความสัมพันธ์ผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งในปี 2568 ค่าเงินดอลลาร์กำลังอ่อนค่าลงจากนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์และการคาดการณ์ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือทองคำมากขึ้น ดันราคาทองสูงขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของค่าเงินดอลลาร์จากนโยบายเศรษฐกิจที่ผันผวนยิ่งเพิ่มแรงสนับสนุนให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่มั่นคง ประกอบกับการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง โดยธนาคารกลางหลายประเทศเฉพาะในเอเชีย ได้เพิ่มการถือครองทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์

ส่วนปัจจัยที่เตรียมกระทบราคาทองครึ่งปี 2568 ที่มาจากดอลลาร์ มี 2 อย่าง

  1. การเปลี่ยนของค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังลดลงไปเรื่อย จากฝีมือทรัมป์ที่ผลักดันการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากนานาประเทศ และการผ่านร่าง “One Big Beautiful Bill” ด้วย ผลโหวตสุดท้ายเฉียดฉิวเพียง 1 คะแนนเสียง (215 ต่อ 214) โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันบางรายโหวตคัดค้านร่วมกับเดโมแครต ทำให้สหรัฐฯ มีโอกาสการต่ออายุมาตรการลดภาษีจากปี 2560 ,การเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงภายในประเทศ ,การลดค่าใช้จ่ายบางส่วนเพื่อจำกัดการขาดดุลงบประมาณ ,และการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายด้านสวัสดิการและภาษีที่ครอบคลุมแรงงานและครอบครัวรายได้ปานกลาง ต้องติดตามการพิจารณาในวุฒิสภา หากผ่านจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้แก่
    • รายได้ของรัฐบาลที่ลดลง จากรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา / นิติบุคคลจะลดลงโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้สูงและบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้เสียภาษีหลัก
    • ปีหน้าสหรัฐฯ สถานะทางการคลังอ่อนแอ ต้องทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้น หากรายได้ลด แต่รายจ่ายคงเดิมหรือเพิ่ม งบประมาณของรัฐจะขาดดุล รัฐบาลสหรัฐฯต้องกู้เงินเพิ่มโดยการออกพันธบัตรสหรัฐฯ (US Treasuries) กดดันเรทติ้งประเทศ
    • การลงทุนภาครัฐลดลง หากรัฐบาลขาดดุลต่อเนื่องมากเกินไป มีความเสี่ยงเจอแรงกดดันให้ ตัดลดรายจ่าย โดยเฉพาะงบลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือเทคโนโลยี ส่งผลเสียต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
    • ดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม บ่งชี้ถึงต้นทุนการกู้ยืมเพิ่ม ทำให้เอกชนก็ต้องแข่งขันกับรัฐบาลในการกู้ ดอกเบี้ยกู้ยืมทั่วไปเพิ่มตาม ต้นทุนของเอกชนเพิ่ม
    • เอกชนไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เพราะความไม่แน่นอนในนโยบายรัฐและต้นทุนที่สูงขึ้น และรัฐบาลไม่ลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง ไม่สร้างแรงจูงใจของเอกชนในการลงทุนลดลง
    • การจ้างงานลดลง ส่งผลต่ออัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค จากการลงทุนต่ำลง บริษัทไม่ขยายกำลังผลิต ไม่จ้างงานเพิ่ม โดยแรงงานมีรายได้ลดลง กำลังซื้อหาย
    • สร้างความเสี่ยงที่ NPL สูงขึ้น ต้นทุนกู้สูงขึ้น ทำให้คนกู้ไม่ไหว แต่ผู้ที่กู้อยู่ เริ่มผิดนัดชำระหนี้ จากการผ่อนไม่ไหว
    • กำลังซื้อลดลง กระทบค้าส่งและค้าปลีก โดย NPL สูงขึ้น ทำให้ธนาคารระมัดระวัง ไม่ปล่อยกู้เพิ่มคนไม่มีเงินจับจ่าย ร้านค้าปลีก-ส่งยอดขายตก
    • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว เมื่อภาครัฐและเอกชนไม่ลงทุน ครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อ สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้เพิ่ม ตลาดแรงงานอ่อนแอแต่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งหรืออ่อน ขึ้นอยู่กับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับนานาประเทศ โดยในเดือนเมษายน 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร สาระสำคัญของนโยบายภาษีศุลกากรใหม่ คือ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 2568 สหรัฐฯ ได้กำหนดภาษีศุลกากรพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ ยกเว้นแคนาดาและเม็กซิโก ทั้งนี้การกำหนดภาษีศุลกากรเพิ่มเติมสำหรับ 86 ประเทศ โดยอัตราภาษีอยู่ระหว่าง 11% ถึง 50% ขึ้นอยู่กับความไม่สมดุลทางการค้าและนโยบายที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่ได้เลือกการเก็บภาษีไปก่อน 90 วัน ซึ่งในวันที่ 8 ก.ค. 2568 จะเป็นวันที่ครบกำหนด และสหรัฐฯ – จีนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลดภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันเป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาทางการค้าเพิ่มเติม โดยสหรัฐฯ ลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจากอัตรา 145% เหลือ 30% มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2568 และจีนลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จากอัตรา 125% เหลือ 10% มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2568 เช่นกัน โดยจะสิ้นสุดประมาณวันที่ 12 ส.ค. 2568สรุปแนวโน้มดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกของทรัมป์ และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า เป็นตัวเร่งให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์หลบภัย (Safe haven) มากขึ้นในช่วง Q2/68 – Q3/68
  2. อัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงที่ 4.25–4.50% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังไม่กลับสู่เป้าหมายที่ 2% อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจ เช่น อัตราการจ้างงานที่ชะลอลง, ยอดค้าปลีกหดตัว, และ ดัชนีภาคการผลิตอ่อนแรง ได้เริ่มจุดประกายความกังวลในตลาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะต่อไป โดยความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยกับราคาทองคำ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือปันผล การถือครองทองคำในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง จึงมีต้นทุนโอกาส (opportunity cost) ที่มากกว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝาก แต่ในทางกลับกัน เมื่อ Fed เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยหรือมีสัญญาณว่าจะเปลี่ยนนโยบายเป็นแบบ “ผ่อนคลาย” (dovish tone) นักลงทุนจะหันมามองหาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการรักษามูลค่า ซึ่งทองคำมักเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆซึ่งต้นทุนการถือครองทองคำต่ำลง นักลงทุนไม่เสียโอกาสในการรับดอกเบี้ยจากสินทรัพย์อื่น ผลตอบแทนสินทรัพย์ทางเลือกลดลงทำให้ทองคำกลับมาน่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตรหรือหุ้นที่อาจถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงิน และอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจกระตุ้นเงินเฟ้อนักลงทุนใช้ทองคำเป็นเครื่องมือ “ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ” (inflation hedge)ปัจจัยนี้จาก FED มีโอกาสลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้น เนื่องจากสัญญาณการกดถอยจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีถึง 7 อย่างได้แก่
    • การเติบโตของ GDP ชะลอลง โดยข้อมูลไตรมาสล่าสุด (Q1/2568) แสดงว่า GDP สหรัฐฯ แตะ-0.3% จากการขยายตัวในภาคบริโภคและการลงทุนเอกชนเริ่มชะลอ แม้ภาครัฐยังมีการใช้จ่าย
    • ภาคการผลิต (Manufacturing) อ่อนแรง โดยดัชนี ISM Manufacturing PMI หลายเดือนติดต่อกันต่ำกว่า 50 ซึ่งหมายถึงการหดตัวของภาคการผลิต จากคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) และการจ้างงานในภาคการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง
    • ยอดค้าปลีกชะลอตัว (Retail Sales) บ่งชี้ว่า ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้กลาง-ล่างที่ถูกกดดันจากราคาสินค้าและหนี้ครัวเรือน
    • ตลาดแรงงานเริ่มเปราะบาง แม้อัตราว่างงาน ยังอยู่ในระดับต่ำ (ประมาณ 4%) แต่มีสัญญาณเตือน 3 อย่าง 1.จำนวนการจ้างงานใหม่ (Nonfarm Payroll) ลดลงจากค่าเฉลี่ย 12 เดือน 2.ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ ลดลง (มักเป็นตัวชี้วัดนำ) 3.บริษัทเทคโนโลยีและค้าปลีก เริ่มปลดพนักงานมากขึ้น
    • NPL และภาระหนี้ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดยอัตราผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์ พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี ระดับหนี้ครัวเรือนของสหรัฐฯ แตะ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่า $17 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งดอกเบี้ยที่สูงทำให้ภาระการชำระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    • ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังชะลอ จากดอกเบี้ยจำนองสูงเกิน 7% ทำให้ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสอง ลดลง และความสามารถในการซื้อบ้านของครัวเรือนอ่อนแอ
    • ประเด็นจาก FED ที่ประเมินว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญสัญญาณการชะลอตัวที่อาจพัฒนาเป็นภาวะถดถอยในระยะต่อไป หาก Fed หันกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ราคาทองคำจะได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง

ทั้ง 2 ปัจจัยหลักสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญสัญญาณถดถอย ขณะที่นโยบายของทรัมป์และ Fed อาจนำไปสู่ดอลลาร์อ่อน และกระตุ้นการลงทุนในทองคำ ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อหากสัญญาณเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว โดยมีแนวโน้มสูงที่ราคาทองคำในครึ่งปีหลัง 2568 จะปรับตัวขึ้นต่อโดยมีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจนจากทั้ง ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และ นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสผ่อนคลาย ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาทองคำโลก

 

 

 

Download Icon

เอกสาร

จากทีม CAF

See more