อัตราเงินเฟ้อไทยที่เพิ่มขึ้นจะกระทบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอย่างไร ?
ในวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565 กระทรวงพาณิชย์ของไทยจะประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือน ก.ค.(CPI YoY) คาดการณ์จากนักวิเคราะห์ว่าอาจขยายแตะ 7.8% ซึ่งเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 7.66% หากดัชนีราคาผู้บริโภคสูงกว่าเดือน มิ.ย. จะเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 14 ปี ซึ่งหมายความว่าอัตราเงินเฟ้อไทยกำลังสูงขึ้นและไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ทำไมเราถึงมองว่า อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เนื่องจาก 5 อย่าง ได้แก่
- เงินเฟ้อที่เพิ่มกดให้เงินในกระเป๋าของเราทุกคนมีค่าน้อยลง เพราะราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ทำให้เราซื้อสินค้าและบริการลดลง
- เงินเฟ้อที่เพิ่มสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะบุคคลที่ได้รับกระทบมากที่สุด คือ ผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้ที่ใช้จ่ายเกินตัว
- เงินเฟ้อที่สูง สร้างผลกระทบกับธุรกิจ เพราะกระทบตั้งแต่ต้นทุนที่เพิ่ม การกำหนดราคาขาย ทำให้วางแผนการผลิตและการลงทุนได้ยาก รวมถึงการตัดสินใจเริ่มธุรกิจใหม่ยากขึ้น
- เงินเฟ้อที่เพิ่มทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงกว่าคู่แข่ง เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า การที่นักธุรกิจต่างชาติจะตั้งโรงงานในไทยจะน้อยลง
- อัตราเงินเฟ้อจะมีพลังขับเคลื่อนตัวเองให้เพิ่มขึ้น สาเหตุจากสินค้าแพง ทำต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผู้ผลิตมักผลักภาระให้ผู้บริโภคไม่แบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผู้ผลิตปรับขึ้นราคาขาย และค่าคลองชีพที่เพิ่ม ทำให้แรงงานของค่าแรงเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตปรับราคาขายขึ้นอีก เป็นวงจรเรียกว่า ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายความสัมพันธ์การเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง ตามราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น(wage-price spiral)
หลังจากเริ่มเข้าใจแล้วว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านทางการบริโภคและการลงทุน แต่หลังจากนี้จะวิเคราะห์ว่า กระทบเชิงลบกับหุ้นใน SET50 กลุ่มไหนบ้าง
- พาณิชย์ ได้แก่ BJC ,COM7, CPALL, CRC, GLOBAL ,และ HMPRO
- สื่อและสิ่งพิมพ์ ได้แก่ PLANB ,และVGI
- พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ BLAND ,LH,LPN,ORI,PSH,QH,SIRI,และ SPALI

