FAQs

อนุพันธ์ (Derivatives) คือ สัญญาทางการเงินที่ทำขึ้นในปัจจุบัน เพื่อตกลง ซื้อขาย หรือ ให้สิทธิในการซื้อขาย “สินค้าอ้างอิง” ในอนาคต พูดง่ายๆ คือ “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ทำสัญญาตกลงกันวันนี้ ว่าจะซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิง จำนวนเท่าใด ที่ราคาเท่าใด แล้วจะส่งมอบและชำระราคากันเมื่อใด

  • ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกำหนดราคาในวันนี้ และ ส่งมอบของและชำระเงินในอนาคต
  • ผู้ซื้อ เรียกว่า "มีสถานะซื้อ" หรือ "Long Position"
  • ผู้ขาย เรียกว่า "มีสถานะขาย" หรือ "Short Position"
  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะไม่มีมูลค่าในตัวเอง มูลค่าจะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์หรือตัวแปรที่สัญญาซื้อขายไปอ้างอิงอยู่ เรียกว่า "สินค้าอ้างอิง" หรือ "Underlying Asset"

อนุพันธ์ที่ซื้อขายใน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ TFEX มี 2 ประเภท คือ

  • ฟิวเจอร์ส (Futures)
  • ออปชั่น (Options)

  • เป็นสัญญาที่มีสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” เช่น ทองคำ น้ำมัน โลหะเงิน สินค้าเกษตรต่างๆ หรืออาจเป็น “สินค้าทางการเงิน” เช่น หุ้นสามัญ พันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หรือดัชนีทางการเงินประเภทอื่น ๆ
  • ใช้เงินลงทุนน้อย มีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูง ผู้ลงทุนวางเงินประกันเพียง 10-15% ของมูลค่าสัญญา ผลตอบแทนที่ได้รับ (ทั้งกำไรหรือขาดทุน) จึงคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับ เงินลงทุนตั้งต้น
  • เป็นสัญญาที่มีอายุจำกัด เช่น 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน และเมื่อสัญญาหมดอายุ ข้อตกลง หรือสิทธิของผู้ซื้อสัญญาก็จะหมดไป ผู้ลงทุนจึงต้องคำนึงถึงลักษณะข้อนี้ ก่อนตัดสินใจ ลงทุนด้วย

  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้นไม่มีมูลค่าในตัวมันเอง แต่มูลค่าของสัญญาจะอ้างอิงกับราคาของสินค้าอ้างอิง
  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีอายุจำกัด ในขณะที่ผู้ลงทุนหุ้นมีสถานะเป็นเจ้าของไม่มีอายุจำกัด
  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้าใช้เงินลงทุนน้อยกว่าหุ้น เนื่องจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีการวางเงินประกันขั้นต้น เพียงบางส่วนของมูลค่าสัญญา แต่บัญชีหุ้นนั้นต้องชำระเงินเต็มมูลค่า หุ้นที่ซื้อขาย
  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้า จะมีการรับรู้ กำไร/ขาดทุน ตลอดชั่วโมงการซื้อขาย และทุกสิ้นวันทำการซื้อขายจะมีการทำ Mark to Market ซึ่งหมายถึงการคิดผลต่างของราคาที่เปิด สัญญากับราคาปิดตลาดวันนั้นของสินค้าอ้างอิง

บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ หรือ Thailand Futures Exchange (TFEX) เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงสินค้าเกษตร โดยอนุพันธ์ที่ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯสามารถจัดให้มีการซื้อขายภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ได้แก่ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชั่นบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ดังนี้

  • อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
  • อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
  • อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ โลหะมีค่า โลหะพื้นฐาน พลังงาน สินค้าเกษตร
  • อ้างอิงกับราคา  ดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน  คาร์บอนเครดิต  ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์

หลักประกันสองประเภทหลักๆ ที่ผู้ลงทุนควรให้ความสนใจก่อนซื้อขาย ได้แก่ หลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) และหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) เนื่องจาก ในการซื้อขายอนุพันธ์ ผู้ลงทุนต้องวางเงินประกันขั้นต้นตามระดับที่โบรกเกอร์อนุพันธ์กำหนดไว้ก่อนการซื้อขาย และหลังจากซื้อขายแล้ว โบรกเกอร์จะคำนวณกำไรขาดทุนให้ผู้ลงทุน ทุกวันทำการ ทำให้เงินในบัญชีของผู้ลงทุนอาจเคลื่อนไหว เพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามราคาฟิวเจอร์สที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราหลักประกันที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากผู้ลงทุน จะใช้แนวทางที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (FI Club) กำหนดใน มาตรฐานการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้า ในส่วนที่เกี่ยวกับหลักประกันซึ่งปัจจุบันสำหรับผู้ลงทุนทั่วไปกำหนด 1.75 เท่า และ ผู้ลงทุนสถาบันกำหนด 1.35 เท่า ของอัตราที่ บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Thailand Clearing House (TCH) กำหนด

“เงินประกันขั้นต้น” หรือที่เรียกว่า “เงินวางมาร์จิ้น” เป็นจำนวนเงินประกันขั้นต้นที่สำนักหักบัญชีหรือโบรกเกอร์กำหนดให้ผู้ลงทุนที่ซื้อขายฟิวเจอร์สต้องเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ซื้อ และผู้ขายจะไม่บิดพลิ้วจากการปฏิบัติตามภาระผูกพันของสัญญา โดยผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องมีเงินในบัญชีอนุพันธ์มากกว่าอัตราที่กำหนดถึงจะสามารถเปิดสถานะได้ โดยแบ่งหลัก ประกันออกเป็น 3 ประเภท คือ

  • IM (Initial Margin) ที่เราเรียกว่า “เงินประกันขั้นต้น”หรือ “เงินวางมาร์จิ้น”  ที่ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องมีเงินในบัญชีอนุพันธ์กับโบรคเกอร์ก่อน โดยเงินวางมาร์จิ้นต้องมากกว่า อัตราที่กำหนดถึงจะสามารถเปิดสถานะได้ ซึ่งจำนวนเงินของหลักประกันขั้นต้นนั้น จะแตกต่างกันออกไปตามสินค้านั้นๆ โดยถูกจำนวนเงินของหลักประกันขั้นต้นจะถูกกำหนด โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้า
  • MM (Maintenance Margin) หลักประกันรักษาสภาพ คือ ระดับหลักประกันกันขั้นต่ำในบัญชี ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องรักษาระดับยอดเงินคงเหลือเอาไว้ หากยอดเงินคงเหลือในบัญชีหลัก ประกันลดลงต่ำกว่าระดับนี้ (70% ของ IM) โบรคเกอร์จะเรียกให้ผู้ลงทุน”วางหลักประกันเพิ่ม” (Magin call) โดยต้องวางเพิ่มให้กลับไปเท่ากับ IM ในครั้งแรก
  • FM (Force Margin) หลักประกันปิดสถานะ  เป็นระดับหลักประกันที่ต่ำที่สุด (30% ของ IM)  คือ กรณีที่ถูก “Force Margin” หากนักลงทนไม่วางหลักประกันเพิ่มภายในระยะเวลา ที่บริษัทกำหนด ก็จะถูกบังคับปิดสถานะ ที่นักลงทุนถืออยู่เพื่อให้หลักประกันคงเหลือไม่ต่ำไปว่าระดับ FM

นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งการซื้อขายได้เองผ่านโปรแกรมต่างๆ ที่ทางตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และโบรกเกอร์ผู้ให้บริการรับรองไม่ว่าจะเป็น Settrade Streaming , MT4 และยังสามารถติดต่อผู้แนะนำการลงทุนเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำและส่งคำสั่งการซื้อขายสินค้าในตลาด TFEX ผ่านผู้แนะนำการลงทุนได้อีกด้วย โดยการส่งคำสั่งซื้อขายจะไม่นิยมใช้ คำว่า ซื้อ (Buy) หรือ ขาย (Sell) แต่จะแต่จะใช้คำว่า Long และ Short

  • Long Position คือ ฐานะซื้อ หรือสัญญาว่าผู้ที่ถือสัญญาจะซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาและเวลาที่กำหนด ซึ่งต่างกันการซื้อสินทรัพย์นั้น ๆ ทันทีตัวอย่าง  หากนักลงทุนคิดว่าราคาของ SET50Index จะปรับตัวขึ้นใน 1 เดือนข้างหน้า นักลงทุนจะเลือก เปิด Long Position หากราคาปรับตัวขึ้นตามที่นักลงทุนคาดการณ์ นักลงทุนก็จะไดรับกำไรจากส่วนต่างราคาที่ตกลงไว้ แต่หากราคาปรับตัวลดลงผิดจากที่คาดการณ์ไว้นักลงทุนก็จะได้รับผลขาดทุนแทน
  • Short Position คือ ฐานะขาย หรือสัญญาว่าผู้ที่ถือสัญญาจะขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาและเวลาที่กำหนด ซึ่งต่างกันการขายสินทรัพย์ในทันทีตัวอย่าง  หากนักลงทุนคิดว่าราคาของทองคำ จะปรับตัวลดลงใน 1 เดือนข้างหน้า นักลงทุนจะเลือก เปิด Short Position หากราคาปรับตัวลดลงตามคาดการณ์นักลงทุนก็จะได้ รับกำไรจากส่วนต่างราคาที่ตกลงไว้ แต่หากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นผิดจากที่คาดการณ์ไว้นักลงทุนก็จะได้รับผลขาดทุน

ฟิวเจอร์ส (Futures) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงจะซื้อขาย สินค้าอ้างอิง โดยกำหนดราคากันตั้งแต่วันนี้ แต่จะส่งมอบและชำระเงินในอนาคต ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่จำเป็นต้องถือสัญญาไว้จนครบกำหนด อาจซื้อขายแลกเปลี่ยนมือกันได้ผ่านตลาด TFEX แต่หากถือไว้จนครบกำหนด ผู้ซื้อและผู้ขายมีพันธะ “ต้องซื้อขาย” กันตามที่ตกลงในสัญญา

การสร้างสถานะสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถทำได้ทั้งสองฝั่งโดยจะซื้อก่อนหรือขายก่อนก็ได้

  • โดยผู้ซื้อสัญญา จะมีสถานะซื้อ หรือ Long Position เป็นสถานะของผู้ซื้อสัญญา
  • ส่วนฝั่งผู้ขายสัญญา จะมีสถานะขาย หรือ Short Position เป็นสถานะของผู้ขายสัญญา

ตัวอย่างเช่น

  • ในวันที่ 1 มกราคม (วันเริ่มต้น) นาย A ทำสัญญา เปิดสถานะ ซื้อ ล่วงหน้า (Long Position) และนาย B ทำสัญญา เปิดสถานะ  ขาย ล่วงหน้า (Short Position) โดย A และ B ตกลง  "สินค้า" "ราคา" "ปริมาณ" "วันที่สัญญาครบกำหนด"
  • 31 มกราคม (ครบกำหนด) นาย A ซื้อสินทรัพย์อ้างอิงจากคู่สัญญา ตามราคาที่ตกลงกันไว้ นาย B ขายสินทรัพย์อ้างอิงให้คู่สัญญา ตามราคาที่ได้ตกลงไว้ A และ B ปฎิบัติตามสัญญา ที่ได้ตกลงไว้

คือ สัญญาสิทธิล่วงหน้า ที่ให้สิทธิกับ “ผู้ซื้อ (Long)” ทำสัญญากับ “ผู้ขาย (Short)” และทั้งคู่ตกลงกันว่าจะทำสัญญาสิทธิล่วงหน้ากันประเภทใด ในสินทรัพย์ประเภทไหน และเป็นไปตาม “จำนวน” “ราคา” เท่าไหร่ ซึ่งสัญญานั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่ทางตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เป็นคนกำหนด ซึ่ง Options มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ Call Options และ Put Options

  • Call Options คือ สิทธิในการ "ซื้อ" สินทรัพย์อ้างอิงใน ราคาและปริมาณ ที่กำหนด โดยผู้ถือ Long จะฝ่ายเลือกว่าจะใช้สิทธิหรือไม่
  • Put Options คือ สิทธิในการ "ขาย" สินทรัพย์อ้างอิงใน ราคาและปริมาณ ที่กำหนด โดยผู้ถือ Long จะฝ่ายเลือกว่าจะใช้สิทธิหรือไม่

ตัวแปรที่ใช้คำนวณกำไร/ขาดทุน ที่นักลงทุนนั้นต้องรู้จัก

option_01.png
  1. ราคาสินค้าอ้างอิง (Spot Price) (ในที่นี้คือ SET50 Index)
  2. ราคาใช้สิทธิ (ที่เรียกว่า Exercise Price หรือ Strike Price) ทุกๆ Strike Price ห่างกัน 25 จุด
  3. ราคาของออปชั่น (ที่เรียกว่า ค่าจองสิทธิ = Premium)
  • Premium ฝัง Call
  • Premium ฝัง Put

ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีทั้ง ผู้ซื้อ (Long) และ ผู้ขาย (Short)

  • ผู้ซื้อ Call (Long Call) และผู้ซื้อ Put (Long Put) จ่ายแค่ค่าจองสิทธิ (Premium) เท่านั้น
    กรณีที่ 1 เมื่อถึงวันซื้อขายวันสุดท้ายและได้กำไร จะมีการใช้สิทธิให้อัตโนมัติและชำระราคา เป็นเงินสด
    กรณีที่ 2 เมื่อถึงวันซื้อขายวันสุดท้ายและขาดทุน จะไม่มีการใช้สิทธิ ขาดทุนเพียงแค่ Premium เท่านั้น l
  • ผู้ขาย Call (Short Call) และ ผู้ขาย Put (Short Put) จะได้รับค่าเพียงแค่ค่า Premium เท่านั้น
    กรณีที่ 1 เมื่อถึงวันซื้อขายวันสุดท้าย “ไม่มี” ผู้ซื้อ (Long) ได้กำไร ผู้ขาย (Short) จะได้กำไรจากค่า Premium
    กรณีที่ 2 เมื่อถึงวันซื้อขายวันสุดท้าย “มี” ผู้ซื้อ (Long) ได้กำไร ผู้ขาย (Short) ต้องชำระราคาเป็นเงินสดให้กับ ผู้ซื้อ (Long) ตามจำนวนใช้สิทธิ

การคำนวณกำไรขาดทุนของการทำผลตอบแทนจาก Options 2 วิธี (ความสำคัญ เอาไว้คาดการณ์กำไรขาดทุนที่จะเกิดในอนาคต ยกตัวอย่าง เช่น นักลงทุนถือ Long Call จะหมดอายุสัญญาในอีก 1 เดือนข้างหน้า นักลงทุนก็สามารถเลือกตัดสินใจก่อนได้ว่า สถานะที่เราถืออยู่กำลังกำไรขาดทุนไปเท่าไหร่แล้ว เราจะถือต่อ ทำกำไร หรือตัดขาดทุนก่อนดี)

  1. การคำนวณกำไรขาดทุนจากการใช้สิทธิ Call, Put Options[เมื่อถือสัญญาจนหมดอายุสัญญา]
  • Long Call Options (ขาดทุนสูงสุดเท่ากับราคา Premium)
Long Cal

[(Spot Price - Strike Price) - Premium] x 200 = Profit/Loss
*** หากได้ค่าน้อยกว่า 0 นักลงทุนจะขาดทุนเท่ากับค่า Premium

  • Short Call Options (กำไรสูงสุดเท่ากับราคา Premium)
Short Call

[(Spot Price - Strike Price) - Premium] x 200 = Profit/Loss*** ค่าน้อยกว่า 0 คือ จำนวนจุดที่ขาดทุน ต้องนำไปคูณ 200 เพื่อหามูลค่าที่ขาดทุน

  • Long Put Options (ขาดทุนสูงสุดเท่ากับราคา Premium)
Long Put

[(Strike Price - Spot) - Premium] x 200 = Profit/Loss
*** หากได้ค่าน้อยกว่า 0 นักลงทุนจะขาดทุนเท่ากับค่า Premium

  • Short Put Options(กำไรสูงสุดเท่ากับราคา Premium)
Short Put

[(Strike Price - Spot) - Premium] x 200 = Profit/Loss
*** ค่าน้อยกว่า 0 คือ จำนวนจุดที่ขาดทุน ต้องนำไปคูณ 200 เพื่อหามูลค่าที่ขาดทุน 

  1. การคำนวณกำไรขาดทุนจากการใช้สิทธิ Call, Put Options[เมื่อถือสัญญาจนหมดอายุสัญญา]
  • Long Call, Put Options => (Premium ล่าสุด - Premium ต้นทุน)  x 200 = Profit/Loss
  • Short Call, Put Options => (Premium ต้นทุน - Premium ล่าสุด) x 200 = Profit/Loss